Question & Answer

ทำไม Ethereum POW ต้องเริ่มที่ 3 Node?

ถ้ามีการแก้ไขข้อมูลใน Node หรือมีการ Hack ข้อมูล

  • กรณีมี 1 Node การแก้ไขนี้จะเป็นจริง เพราะมีผู้ยืนยันข้อมูลเพียง 1 Node
  • กรณีมี 2 Node การแก้ไขนี้จะเป็นกึ่งความจริง เพราะมีผู้ยืนยันข้อมูล 2 Node ซึ่งมี Node2 ข้อมูลเป็นความจริง และ Node1 ถูกแก้ไขข้อมูล
  • กรณีมี 3 Node การแก้ไขนี้จะเป็นโมฆะ เพราะมีผู้ยืนยันข้อมูล 3 Node ซึ่งมี Node1 ถูกแก้ไขข้อมูล และ Node2 กับ Node3 ข้อมูลยังเป็นความจริงอยู่ ทำให้ Node1 ข้อมูลที่ถูกแก้ไขนั้นเป็นโมฆะ

ทำให้ Ethereum POW จะสามารถทำงานได้เต็มรูปแบบก็ต่อเมื่อมี Node ตั้งแต่ 3 Node ขึ้นไป

Blockchain ดีกว่า Database อย่างไร

Database คือฐานข้อมูลที่สามารถสร้าง แก้ไข เรียกดู หรือแม้แต่ลบข้อมูลก็ได้ แต่ Blockchain คือระบบที่ข้อมูลจะไม่ถูกลบออกไปแต่ก็ต้องแลกมาด้วยฐานข้อมูลที่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และ Blockchain ยังเป็นระบบที่สามารถสร้างสัญญาภายในตัวมันเองได้ด้วย

Blockchain สามารถแก้ไขข้อมูลได้หรือไม่

Blockchain จะมีการเก็บข้อมูลแบบ Block ต่อกันเป็นทอดๆ และข้อมูลใน Block ยังมีความสัมพันธ์กันด้วยค่า Hash ดังนั้นหากข้อมูลใน Block ถูกแก้ไข Block ต่อๆไปก็ต้องถูกแก้ไขด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ Node ทุก Node มีการเก็บข้อมูลที่เหมือนกันด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าข้อมูลใน Block สามารถแก้ไขได้แต่ต้องแก้ไข Block ที่อยู่ต่อจาก Block นั้นและ Node อื่นๆด้วยกันเช่นกัน

POW(Proof of Work) ดีอย่างไร?

POW (Proof of Work) คือชุดกฎคำสั่งหรือ Protocol ที่ถูกตั้งไว้โดยกลุ่มนักพัฒนาของเหรียญนั้นๆ โดยจุดประสงค์หลักๆที่สร้างมันขึ้นมาก็เพื่อป้องกันการโจมตีแบบ DDoS (distributed denial-of-service attack) โดยมีหลักการทำงานเบื้องหลังคือ

  • ธุรกรรมจะถูกนำมามัดรวมกันไว้และเก็บในตัวเก็บข้อมูลที่เรียกว่าบล็อก
  • นักขุดหลายๆคนจะทำการตรวจสอบบล็อกนั้นๆว่าเป็นของจริงหรือไม่
  • การที่จะทำเช่นนั้น นักขุดจะต้องแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่าปัญหาของ proof of work
  • รางวัลนั้นจะถูกมอบให้กับนักขุดคนแรกที่ทำการไขสมการและปิดบล็อกนั้นได้สำเร็จ
  • บล็อกเก็บธุรกรรมที่ถูกตรวจสอบและปิดแล้วจะถูกเก็บไว้ใน Blockchain

นักขุดบนเครือข่ายนั้นจะต้องแข่งกันเพื่อที่จะเป็นที่หนึ่งในการแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์ที่ไม่มีวันที่จะไขได้โดยวิธีอื่นๆนอกจากการ brute force (การสุ่มและคาดเดาไปเรื่อย) ดังนั้นจึงทำให้มันมีความนานและยากพอสมควรในการขุด เมื่อนักขุดทำการแก้ไขสมการสำเร็จ เขาจะประกาศบนเครือข่ายนักขุดว่าเขานั้นได้ค้นพบรางวัล (cryptocurrency prize) ที่ Protocol ทำไว้ให้ ทำให้ทุกๆ Node รับรู้ถึงข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเข้ามานั่นเอง

ทั้งนี้ทุกๆ Node ต้องช่วยกันขุด เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์และเป็นการยืนยันข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพราะหากมีนักขุดต่ำกว่า 3 Node ทำให้อาจเกิดปัญหา DDoS (distributed denial-of-service attack) ได้